คู่มือการแก้ไขปัญหา ADSL ( ฉบับ Ji-Net )

 

ปัญหา Connect ไม่ติด

1. ตรวจสอบสัญญาณ ADSL และ SNR / Line attenuation

2. ทำการตรวจสอบค่า Configuration ของ Router ว่าถูกต้องหรือไม่

3. ทำการ Hard reset เพื่อเรียกค่า Factory Default ของ router และทำการเซ็ตค่าอีกครั้ง โดยทำการกดปุ่ม reset หลัง router ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที หรือจนกว่าไฟที่ router จะกระพริบ

4. หากยังไม่ได้ ให้ทำการติดต่อ ADSL Operator เพื่อทำการตรวจสอบสัญญาณ หรือ Reset Port

 

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปัญหา Connect ติดแต่เปิดเวบไม่ได้

1. ตรวจสอบที่ Router ว่า Connect และได้ Wan IP อยู่หรือไม่

2. ทดสอบคำสั่ง ping ไปที่ router เพื่อทำการตรวจสอบ connection ระหว่างเครื่อง Client และ Router

3. ทดสอบคำสั่ง ping ไปที่ 203.147.0.10 เพื่อทำการตรวจสอบ connection ระหว่าง เครื่อง Client และ Ji-net

4. ทดสอบคำสั่ง tracert เพื่อดู routing ว่าติดที่ Hop ใด (ปกติแล้ว Ji-net จะ block ICMP packet ไว้จึงอาจจะ trace ได้เพียง 2-3 hop)

 

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปัญหา Connection หลุดบ่อย

1. ตรวจสอบสัญญาณ ADSL ว่าหลุดหรือไม่ (รวมถึงตรวจสอบค่า SNR margin / Line Attenuation )

2 . อาจเกิดจากการติดไวรัสที่ทำการส่ง Packet ออกสู่ Internet จำนวนมากทำให้ Router ทำงานหนักเกินไป

3 . ตรวจสอบระบบการเชื่อมต่อสัญญาณกับผู้ให้บริการ ว่ามีปัญหาหรือไม่

 

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ADSL Splitter

สายทองแดงที่ใช้บริการ ADSL นั้นสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้พร้อมกับโทรศัพท์ อุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่สามารถทำให้มันสามารถทำงานได้คือ Filter หรือ Micro filter หรือ Splitter หรือ POTS Splitter ซึ่งมีหน้าที่เหมือนกันก็คือ กรองสัญญาณเสียงออกจากสัญญาณ DSL ที่ส่งมาพร้อมกันบนสายโทรศัพท์คู่เดียว

Voice: 0 - 20 kHz
Data: 25.875 kHz - 1.104 MHz

KHz 0    20    40    60    80    100    120    140
PSTN <---->
ISDN    <--------->
ADSL        <----------------------- upwards to 1.104 MHz

รูปแบบของ Filter

Filter มีอยู่ด้วยกันสองแบบหลักๆก็คือ Single-Line Filter และ Dual-Line Filter

การทำงานของ Filter
ภายในตัว Fiter จะมีวงจรอีเล็คทร
อนิคซึ่งทำงานเป็น Low-Pass Filter เมื่อสัญญาณบนสายโทรศัพท์ที่ถูกผสมมาด้วย สัญญาณ ADSL และสัญญาณโทรศัพท์จากชุมสาย เมื่อสัญญาณผ่านวงจร Low-Pass Filter สัญญาณความถี่สูงที่เป็นช่องสัญญาณของ ADSL ก็จะถูกกรองออกไป เหลือแต่สัญญาณโทรศัพท์เท่านั้น ซึ่งเราจะนำเครื่องโทรศัพท์ (หรือเข้าตู้ PABX) ในด้านนี้ ส่วนอีกด้านที่ไม่ได้ผ่านวงจร Low-Pass Filter ก็จะมีสัญญาณ ADSL และสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งเราจะนำไปต่อกับ ADSL Modem

หลักการติดตั้ง Filter

การติดตั้ง Filter มีหลักการง่ายๆคือ

1. ต่อสายตรงที่มาจากชุมสายเข้าที่ด้าน Line

2. ติดตั้งเครื่องโทรศัพท์เข้ากับด้านที่ผ่าน Low-Pass Filter ซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนว่า Phone

3. ADSL Modem สามารถติดตั้ง ก่อนจะผ่าน Filter หรือหลังจากผ่าน Filter โดยให้ติดตั้งทางด้านที่ไม่ผ่าน Low-Pass Filter ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเขียนว่า ADSL, DSL หรือ Modem

4. หากมีตู้ PABX ให้ทำการติดตั้ง Filter ก่อนที่จะนำสายเข้าตู้ โดยสายที่เข้าตู้ให้ต่อที่ด้าน Phone ส่วนอีกด้านก็ลากสายไปยัง ADSL Modem
5. หากมีการพ่วงสายภายในบ้านหลายจุดมีสองทางเลือกคือ หนึ่งติดตั้ง Filter แบบ Single-Line ทุกจุดก่อนสายจะเข้าเครื่องโทรศัพท์ หรือสอง ติดตั้ง Filter แบบ Dual-Line ไว้ที่จุดพ่วงต่อ แล้วแยกด้านหนึ่งไปยังโทรศัพท์ อีกด้านหนึ่งไปยัง ADSL Modem

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Phone Line (SNR Margin / Line Attenuation)

SNR Margin (Signal to Noise Ratio Margin) ADSL Modem ส่วนใหญ่จะสามารถตรวจสอบคุณภาพสายโทรศัพท์ได้จากค่า SNR Margin (Signal to Noise Ratio Margin) จะบอกถึงอัตราส่วนระหว่างสัญญาณจริงที่ได้รับต่อสัญญาณที่เป็นสัญญาณรบกวน มีค่าเป็นเดซิเบล ( dB) โดยหากค่า SNR Margin มีค่าต่ำมากๆ นั้นหมายความว่าความแรงของสัญญาณรบกวนแรงพอกับสัญญาณจริง ทำให้มีการรับส่งข้อมูลได้ไม่มีประสิทธิภาพ SNR Margin ควรจะมีค่าสูงๆ (ไม่ควรต่ำกว่า 10 dB)


ระยะห่างระหว่างขอบสัญญาณจริงกับสัญญาณรบกวน

Line Attenuation เป็นค่าที่บอกถึงอัตราส่วนระหว่างความแรงของสัญญาณที่ส่งต่อความแรงของสัญญาณที่ได้รับ โดยหากสัญญาณมีความแรงเท่าๆ กันจะทำให้ค่า Line Attenuation มีค่าน้อย ในขณะที่ ถ้ารับสัญญาณได้อ่อนกว่าที่ส่งมามากขึ้น จะทำให้ค่า Line Attenuation มีค่ามากขึ้นตามไปด้วย Line Attenuation ควรมีค่าต่ำๆ (ไม่ควรมีค่าสูงกว่า 60 dB)

ในกรณีที่มีค่า SNR Margin ต่ำ หรือมี Line Attenuation สูง ให้พิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้

1. เดินสายโทรศัพท์ตามทางสายไฟบ้านหรือไม่ สายไฟแรงสูงที่อยู่ใกล้ๆ จะส่งผลให้เกิดสัญญาณรบกวน ( Noise) มากขึ้น

2. สายโทรศัพท์มาตรฐานหรือไม่ สายโทรศัพท์ที่ไม่ได้มาตรฐาน (เส้นลวดอาจมีขนาดเล็ก) จะทำให้การค่าความต้านทานสูงขึ้นและ Line Attenuation จะมีมากขึ้น

3. อุปกรณ์ต่อพ่วงของโทรศัพท์ เช่น POTS Splitter Micro filter โทรศัพท์ต่อพ่วง มีผลกระทบต่อทั้ง 2 ปัจจัย ยิ่งมีอุปกรณ์ต่อพ่วงมาก ก็จะเกิดสัญญาณรบกวนและ Line Attenuation จะมีค่ามากขึ้น

4. เช็คจุดที่มีการเชื่อมต่อสายโทรศัพท์ ว่ามีการขันสายยึดแน่นเรียบร้อยหรือไม่

ในกรณีที่เช็คเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว ยังมีค่าที่ผิดปกติอยู่ ต้องลองให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มาตรวจเช็คสภาพสายโทรศัพท์

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Modem / Router Configuration

 

Route mode

True

ADC

TOT

TT&T

Encapsulation

PPPoA

PPPoE

PPPoE

PPPoE

Multiplexing

VC

LLC

LLC

LLC

VPI

0

0

1

0

VCI

100

35

32

33

Authentication

PAP

PAP

PAP

PAP

MTU

1492

1492

1492

1492

Bridge Mode

True

ADC

TOT

TT&T

Encapsulation

RFC 1483

RFC 1483

RFC 1483

RFC 1483

Multiplexing

LLC

LLC

LLC

LLC

VPI

0

0

1

0

VCI

100

35

32

33

Authentication

PAP

PAP

PAP

PAP

MTU

1492

1492

1492

1492

1. Interface ของ Router / Modem

Interface ก็คือประเภทของอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อโมเด็มไปยัง PC ของเรา โดยทั่วไป ADSL Modem จะมี Interface อยู่ 3 ชนิดคือ PCI, USB และ Ethernet สำหรับ PCI และ USB นั้นเราคงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วเพราะอุปกรณ์ต่อพ่วงส่วนใหญ่เช่น Internal Modem หรือ กล้องดิจิตอลใช้ Interface นี้อยู่แล้ว ส่วน Ethernet นั้นบางคนอาจจะไม่คุ้นเคย Ethernet คือ Interface ที่เป็นมาตรฐานของเครือข่าย LAN โดยอุปกรณ์จะเชื่อมกันด้วย RJ-45

ข้อควรพิจารณาสำหรับเรื่อง Interface ของโมเด็มก็คือ PC ของเรามี Port หรือ Slot สำหรับ Interface ดังกล่าวหรือเปล่า แต่โดยส่วนใหญ่ PC ของเราจะมี Slot PCI และ Port USB บนเมนบอร์ด อยู่แล้วเราเพียงแต่ตรวจสอบดูว่า Slot หรือ Port บน PC ของเรานั้น มีเหลืออยู่หรือเปล่า ส่วนการใช้งาน Ethernet นั้นบน PC ของเราจะต้องมี Lan Card โดยโมเด็มอาจจะต่อโดยตรงกับ PC หรือต่อผ่าน Hub ก่อนก็ได้

2. ความยากง่ายในการติดตั้ง และ ความมีเสถียรภาพของอุปกรณ์

โมเด็มที่มี Interface แบบ Ethernet มักจะติดตั้งง่ายกว่า PCI และ USB มาก เพราะโมเด็ม Ethernet นั้นตอนติดตั้งจะไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Driver ของโมเด็ม เพียงแต่ต่อสาย Lan จากโมเด็มเข้ามาที่ Lan Card ของ PC เท่านั้นก็สามารถใช้งานได้ ส่วน PCI และ USB นั้นจะต้องลง Driver ก่อนเสมอ และเนื่องจากการทำงานของ PCI และ USB จะต้องใช้ทรัพยากรของ PC ค่อนข้างมากดังนั้น อาจจะส่งผลให้ความเสถียรภาพ ของการทำงาน ลดลงด้วย

3. โมเด็มสำหรับเครือข่าย Lan

หากเราต้องการนำ ADSL Modem มาใช้ร่วมกันในเครือข่าย Lan เพื่อต้องการ แชร์อินเตอร์เน็ตนั้น เราควรเลือกโมเด็มที่มี Interface แบบ Ethernet ซึ่งโมเด็ม Ethernet จะรองรับการทำงานหนักได้ดีกว่า และยังง่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ต่อพ่วงเพิ่มเช่น Router,IP Sharer หรือ Firewall ต่างๆ ส่วนโมเด็ม USB และ PCI นั้นเหมาะสมกับการใช้งานกับเครื่อง PC เครื่องเดียวมากกว่า

4. โมเด็มที่เป็น Router ในตัว

อุปกรณ์ประเภทนี้ถือว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับการใช้งานในเครือข่าย Lan เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับ Internet Account และมักจะมี Features ต่างๆมากมาย เรียกได้ว่าน่าใช้ที่สุดครับ แต่ราคาอาจจะสูงกว่าโมเด็มธรรมดาพอสมควรครับ

สรุปง่ายๆ ว่าสำหรับผู้ที่คาดว่าจะใช้ ADSL สำหรับ PC เครื่องเดียว ก็ใช้แบบ PCI หรือ USB เพราะจะประหยัดกว่า ส่วนถ้าหากว่าต้องการใช้กับเครือข่าย LAN ก็ควรเลือกแบบ Ethernet ครับเพราะสามารถใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ถึงแม้ว่าราคาจะแพงกว่าแต่ก็คุ้มค่าครับ

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

LAN (Home Networking)

การแชร์อินเตอร์เน็ต ให้ใช้งานได้หลายเครื่องผ่านโมเด็ม USB

ในกรณีนี้ สามารถใช้ ADSL Modem แบบที่ต่อกับ USB เพื่อเชื่อมเข้ากับเครื่องหนึ่งก่อน ( Server ในภาพ) ส่วนสายโทรศัพท์เสียบเข้ากับ ADSL Modem เวลาจะทำการเชื่อมต่อ จะต้องเปิดเครื่องเซิร์ฟเวอร์ก่อน จึงจะแชร์การใช้งานไปยังเครื่องอื่นๆได้ วิธีนี้สามารถควบคุม Bandwidth ที่แต่ละเครื่องสามารถใช้งานได้ จากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ โดยอาศัยโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น IP-COPS Bandwidth Limit เป็นต้น

ข้อดี
1. ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นจะถูก เนื่องจาก ADSL Modem แบบ USB หรือ PCI นั้น มีราคาไม่สูงมาก
2. สามารถควบคุม Bandwidth ของเครื่องไคลเอนต์ได้ทุกเครื่อง

3. สามารถควบคุมการใช้งาน ADSL ได้ทั้งหมดจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์

4. สามารถทำเป็นระบบ Server at home ได้ง่าย ไม่ต้องมีการเซ็ตค่าใดๆเพิ่มเติม นอกจากลง Service ที่ต้องการที่เครื่อง เซิร์ฟเวอร์ เช่น Web server, FTP server, Proxy server
5. เครื่องไคลเอนต์ไม่ต้องทำการเซ็ตอะไรเพิ่มเติม สามารถให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์แจกไอพีแอดเดรสให้เครื่องลูกใช้งานได้ทันที
6. เครื่องไคลเอนต์ สามารถทำเป็น Remote Access เปิดโมเด็ม เพื่อใช้งานอินเตอร์เน็ตจากที่อื่นได้

ข้อเสีย
1. ถ้าเครื่องลูกมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา จะไม่สามารถปิดเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้ ไม่เช่นนั้น จะใช้งานไม่ได้
2. เครื่อง Server ต้องมีการติดตั้งด้าน Security มากขึ้น เพราะเป็นเครื่องที่ติดต่อกับ Internet ตลอดเวลา อาจมีผลทางด้านการเสียหายข้อมูลภายในเครื่อง Server


การแชร์อินเตอร์เน็ต ผ่าน Router / Ethernet Modem

สำหรับ วิธีนี้น่าจะตอบสนองความต้องการโฮมยูส กับ บริษัท ที่ไม่ได้ต้องการควบคุมการใช้งานของพนักงาน ปัญหานี้ เราใช้ ADSL Router เป็นตัวควบคุมการรับส่งข้อมูลให้กับไคลเอนต์ ซึ่ง ADSL Router บางตัว ก็จะมี LAN Port ในตัว หรือว่า ADSL Router บางตัว ก็อาจจะมี Print Server กับ Wireless LAN มาในตัว ซึ่งราคาก็จะสูงขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าหากจะต้องแชร์เครื่องพิมพ์ร่วมกันแล้ว Print Server ที่ Build-in มาด้วยเลย ก็มีความน่าสนใจมากขึ้น

การใช้งานสามารถให้ ADSL Router เป็น DHCP Server ( แจกไอพีแอดเดรส) เพื่อให้เครื่องไคลเอนต์ สามารถใช้งานได้เลยหรือจะทำไคลเอนต์เป็น Static IP-Address ( ในวง LAN) ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

ข้อดี
1. ไคลเอนต์แต่ละตัวเป็นอิสระ ในการออกสู่อินเตอร์เน็ต โดยปราศจากตัวกลาง
2. ติดตั้งง่าย และสามารถใช้งานได้ทันที
3. มีความปลอดภัย เพราะว่าข้อมูลถูกส่งออกไปยังอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นมารับข้อมูลไปส่งต่อ
4. ค่าใช้จ่ายคุ้มในระยะยาว เพราะว่า ไม่ต้องมีเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องเปิดไว้ตลอดเวลา ลดค่าใช้จ่าย
5. ไคลเอนต์สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก่อน
6. ไคลเอนต์มีความปลอดภัย เนื่องจากวอร์ม ไม่สามารถเจาะเข้าพอร์ตที่ถูกเปิดไว้ได้ เพราะวอร์มในอินเตอร์เน็ต จะไม่เห็นพอร์ตที่เปิดไว้ในเครื่องไคลเอนต์ เว้นแต่มีการ Forward Port ไป

ข้อเสีย
1. แพงกว่า Solution แรก เล็กน้อย ในส่วนของอุปกรณ์ ADSL Router / Modem

2. ไม่สามารถควบคุมจำกัดการใช้งานของไคลเอนต์ได้ ดังนั้น อาจจะมีปัญหา การจราจรคับคั่ง เมื่อใช้พร้อมๆกัน
3. ต้องทำการ Forward Port ในกรณี ที่ต้องการทำเซิร์ฟเวอร์ เช่น Web server หรือ FTP Server

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การใช้คำสั่ง Ping

Ping เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อการตรวจสอบ การเชื่อมต่อระหว่าง

คอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์ด้วยกัน

คอมพิวเตอร์กับ LAN Card

คอมพิวเตอร์บนเครือข่าย กับโปรโตคอล TCP/IP

คอมพิวเตอร์บนเครือข่ายกับ Router และอุปกรณ์เชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย รวมทั้ง Gateway

การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ Router กับ Router ด้วยกัน

คำสั่ง Ping ไม่เพียงแต่สามารถแสดง สถานการณ์เชื่อมต่อระหว่างเครื่องลูกข่าย หรือ Router แล้ว แต่ยัง สามารถถูกนำมาใช้เพื่อการ ดู เวลาของการตอบสนอง ของเครื่องลูกข่าย เพื่อให้รู้ว่า สถานะของเครือข่าย หรือสถานะของเครื่องลูกข่ายนั้น เป็นอย่างไร นอกจากนี้ การใช้ Ping เป็นการสร้างกระแสของ Traffic บนเครือข่ายระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง บนเครือข่ายได้

จากรูป แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าการเชื่อมต่อ ระหว่าง เครื่องลูกข่าย ปลายทาง จะเป็นไปตามปกติ ท่านยังสามารถตรวจสอบพบว่า ค่า Round Trip Time นั้น อาจดูสูงเกินไป ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่า เครื่องลูกข่ายปลายทางอยู่ไกลมาก หรือไม่ก็กำลังยุ่งอยู่กับการให้บริการ หรือไม่ก็เครือข่ายของเครื่องปลายทาง กำลังยุ่งหรือการจราจรติดขัด ส่งผลให้ การตอบรับของคำสั่ง Ping นั้นล่าช้า

คำสั่ง Ping มีการทำงานในลักษณะคล้ายกับเครื่องโซน่า ในเรือดำน้ำ ที่มีการส่งสัญญาณที่เรียก Ping ออกไป จากนั้น ก็ทำการตรวจสอบการสะท้อนกลับของคลื่นสัญญาณ อีกทั้งยังสามารถวัดระยะทางความห่าง ระหว่างเรือดำน้ำกับเป้าหมายปลายทางได้

ส่วนประกอบการทำงานของ Ping

1. Ping ใช้โปรโตคอล ICMP (Internet Control Message Protocol) ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดของโปรโตคอลของ TCP/IP เพื่อนำพาข้อมูลข่าวสารไปส่ง รวมทั้งรับข่าวสารกลับมาจากปลายทาง เพื่อส่งมอบให้กับท่าน

2. สิ่งที่ปรากฏในลักษณะการรายงานบนหน้าจอของ Ping ได้แก่ สถานการณ์เชื่อมต่อ และ ค่า Round Trip Time โดยค่านี้จะเริ่มนับตั้งแต่เครื่องต้นทางส่ง Ping ออกไป และได้รับการสะท้อนกลับมาค่า นี้มีหน่วยเป็น ms ซึ่งจะทำให้ท่านสามารถรู้ได้ว่าประสิทธิภาพของเครือข่ายในขณะนั้น เป็นอย่างไร ?

3. ผลลัพธ์ที่แสดงออกมาบนหน้าจอ จะแตกต่างกันออกไป ในแต่ละเครื่อง ตัวเลขของค่า Round Trip Time สามารถบอกท่านได้ดังนี้

- ระยะทางความห่างคิดเป็นจำนวน Hop โดยดูจาก ค่าของ TTL ที่เปลี่ยนแปลงไป

- เวลาที่ใช้ไปกับการเดินทางระหว่างท่านกับคอมพิวเตอร์ปลายทาง หากค่าของเวลายิ่งมาก ยิ่งบ่งบอกถึงประสิทธิภาพที่ด้อยลงของเครือข่าย หรือเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น มีความพร้อมสักเพียงใด ด้วยเหตุนี้ท่านควร Ping เครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง เพื่อดูค่าแตกต่าง

ลักษณะการใช้งาน

การใช้งานบน Linux

การใช้งานบน Windows

Ping เรื่อยๆจนกว่าจะกด Ctrl-C

ping <host>

ping -t <host>

ส่งจำนวนครั้งที่ Ping แสดงชื่อของ Host ที่ถูก Ping

ping -c < จำนวนครั้ง >
( Default)

ping -n < จำนวนครั้ง >
ping - a

แสดง Address เป้าหมายเป็นเลข

ping -n

(Default)

แสดงค่าสรุปเพียงอย่างเดียว

ping -q

( ใช้ไม่ได้)

ส่งข่าวสารที่จะ Ping คิดเป็นจำนวนของไบต์

ping -s
< เลขหมายจำนวน >

ping -l
< เลขหมายจำนวน >

หาก Ping ไม่ให้ข่าวสารที่แสดงว่ามีการตอบสนองลักษณะของข่าวสารที่แสดงว่า เกิดปัญหา มีมากมายหลายประการ เช่น Error Message ดังต่อไปนี้

•  Request Time Out - แสดงว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง ไม่มีตัวตน หรือยังไม่ได้เชื่อมต่อกับเครือข่าย หรือ ปัญหาเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ หรือ อยู่ห่างมากเกินไป มีค่า Delay มากเสียจน เกิด Time Out

•   Destination Unreachable - เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง อยู่ไกลเกินไป มี Delay มากไป หรือเครือข่ายที่เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง ติดตั้งอยู่ มีปัญหาติดขัด

มีข้อความ Reply From บ้าง Request Time Out บ้าง ในการ Ping เพียงครั้งเดียว แสดงถึงปัญหาของประสิทธิภาพเครือข่าย รวมทั้ง มีปัญหา ของโปรโตคอลเกิดขึ้น นอกจากนี้ การเกิด Delay และความไม่แน่นอน ในด้านความพร้อมของเครื่องปลายทาง ก็เป็นสาเหตุหลัก เช่นเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่า อาจเป็นปัญหาของเครือข่าย หรือความไม่พร้อมของเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง ให้ใช้คำสั่ง Ping - t เพื่อ Ping อย่างต่อเนื่อง แล้วตรวจสอบดูว่า มีครั้งใดบ้างที่มี ทั้ง Request Time Out รวมทั้ง Reply From ..... หรือ Destination Unreachable บ้าง หากมี ให้ลอง เช่นนี้ กับเครื่องอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน หาก เครื่องอื่นมีอาการเดียวกัน มีความเป็นได้อย่างมาก ที่ระบบเครือข่ายนี้ ซึ่งหากใช้ Shared Hub จะเป็น ปัญหาค่า Round Trip Delay เกินมาตรฐาน แต่หากเป็น Switching Hub ก็เป็นไปได้ที่ มีปัญหา การเชื่อมต่อ Switches Hub หลาย Hub มากเกินไป ทำให้เกิด Delay สูง รวมทั้งประสิทธิภาพของเครือข่ายลดลง   ชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์

 

คำสั่ง ipconfig/all

ipconfig/all เป็นคำสั่งที่ทำให้ท่านสามรถตรวจสอบดู ค่า Configure ต่างๆ ของเครื่อง รวมทั้งเครือข่าย คำสั่งนี้ จะให้ท่านได้ทราบข้อมูล และสามารถตรวจสอบ เมื่อใดที่เกิดปัญหาขึ้น ดังนี้

•    ความพร้อมที่จะทำ Routing

•   Address ของ LAN Card

•    เลขหมาย IP Address ของคอมพิวเตอร์เครื่องนี้

•    เลขหมายของ Sub netmask ของคอมพิวเตอร์เครื่องนี้

•    เลขหมายของ Default Gateway

•   IP address ของ DNS Server

•    ความพร้อมของ DHCP Server

ค่าที่แสดงบนหน้าจอจาก IPCONFIG บอกอะไรแก่เรา ?

ค่าที่แสดงบนหน้าจอ จาก IPCONFIG บอกอะไรดีๆ เกี่ยวกับการ Troubleshooting แก่เรา ดังนี้

1. เลขหมาย Address ของ LAN Card - ในกรณีที่ท่านไม่สามารถเชื่อมต่อกับผู้ใด รวมทั้งไม่สามารถ Ping เบอร์ IP Address ของเครื่องท่านเอง ให้ตรวจสอบดู Physical Address ซึ่งก็คือ Address ของ LAN Card หาก ไม่ปรากฏว่ามี ก็แสดงว่า LAN Card ไม่ทำงาน หรือ ไม่พร้อมที่จะทำงาน และอาจเป็นเพราะว่า ยังติดตั้ง Driver ให้กับมัน ไม่เรียบร้อย

2. เลขหมาย IP ของเครื่องนี้ พร้อมด้วยเลขหมาย Sub Netmask รวมทั้งเลขหมายของ Gateway - ปกติ หากเครื่องของท่าน มีการเชื่อมต่อกับ เครือข่ายอื่นๆ ผ่าน Router ท่านสามารถตรวจสอบดู ค่า Default Gateway ซึ่งจะต้องปรากฏ อยู่บนหน้าจอ เนื่องจากค่านี้ แสดงว่า ท่านเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นๆ ผ่าน Router และค่านี้ก็คือค่า เบอร์ IP Address ของ Router นั่นเอง นอกจากนี้ ท่านยังสามารถตรวจสอบดูได้ว่า เครือข่ายของท่านได้รับการจัดแบ่ง Subnet หรือไม่ โดยการดูที่ ค่า Subnet mask หากเป็นเลขที่ลงท้ายด้วย " 0" เช่น 255.255.255.0 ก็แสดงว่า เครือข่ายที่ท่านอาศัยอยู่ ไม่ได้ มี Subnet แต่อย่างใด แต่หากมีค่าอื่น เช่น 255.255.255.224 แสดงว่า เครือข่ายของท่าน ได้รับการจัดแบ่ง Subnet เป็นที่เรียบร้อย

3. ในกรณีที่ท่านไม่สามารถติดต่อ หรือ Ping กับเครื่องคอมพิวเตอร์ใดๆ แม้แต่ตนเอง ท่านอาจต้องตรวจสอบ ดูเบอร์ IP Address ของเครื่อง หาก ตรวจไม่พบ ใน IPCONNFIG/all ให้ท่านตรวจสอบดูว่า DHCP Server Enable อยู่หรือไม่ หาก ไม่แสดงว่า มีความเป็นไปได้ ที่ท่านยังไม่ได้จัดตั้งเลขหมาย IP Address แต่หาก เครื่องอื่นๆ ใช้ DHCP Server เพื่อแจก IP อีกทั้ง DHCP ปรากฏในหน้าจอ IPCONFIG/all เป็น Enable อยู่ ก็แสดงว่า การที่ท่านไม่ได้รับเบอร์ IP Address อาจเป็นไปได้ที่ โปรโตคอลที่ชื่อว่า BOOTP ไม่สามารถติดต่อกับ DHCP Server ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ให้ท่านลอง Remove และ Reinstall TCP/IP ใหม่ และเพื่อให้แน่ใจว่า เครื่องของท่านทำงานปกติ ท่านอาจใช้ Network Monitor เพื่อตรวจจับดูการสื่อสารระหว่างท่านกับ DHCP Server นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ เครื่องของท่าน อยู่นอกระยะของ IP address ที่กำหนดไว้ใน DHCP Server ซึ่งหมายความว่า IP Address อาจหมดโควต้า แล้วก็ได้

4. ในกรณีที่ท่านไม่สามารถติดต่อกับ เครือข่ายเพื่อนบ้าน โดยผ่านทาง Router ท่านก็สามารถใช้ IPCONFIG/all เพื่อตรวจสอบดูว่า Router ทำงานอยู่หรือไม่ โดยการ Ping ไปที่ เบอร์ Default Gateway และเพื่อการพิสูจน์ว่า เบอร์ Default Gateway ถูกต้องหรือไม่ ได้อีกด้วย

5. ยิ่งไปกว่านั้น เลขหมาย IP ของ DNS Server จะช่วยให้ท่านสามารถเข้าถึง ปัญหา ว่า เพราะเหตุใด ท่านไม่สามารถ Ping ชื่อคอมพิวเตอร์ บนเครือข่าย ในเมื่อท่านติดตั้ง DNS Server ไว้ ท่านก็สามารถตรวจสอบความพร้อมของ DNS Server บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง Linux และ UNIX ท่านสามารถใช้คำสั่ง IPCONFIG - a

 

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การใช้คำสั่ง Netstat

Netstat เป็น คำสั่งหนึ่ง ที่ใช้เพื่อ Troubleshooting หาจุดบกพร่องในระดับ ชั้นเครือข่ายและ Transport ด้วยคำสั่งนี้ Netstat จะแสดงสถิติการทำงานของเครือข่าย และโปรโตคอลบนเครื่องของท่านได้อย่างชาญฉลาด และด้วยความรู้พื้นฐานของ TCP/IP ท่านสามารถใช้ Netstat เพื่อตรวจสอบการทำงานของโปรโตคอลต่างๆ ดังต่อไปนี้

•  โปรโตคอล IP

•  โปรโตคอล ICMP

•  โปรโตคอล UDP

 

การใช้ Netstat เพื่อแสดงสถานะ การทำงานของ IP

เมื่อใดที่ท่านต้องการดูสถานะ การทำงานของ IP ในกรณีที่ท่านสงสัยว่า เป็นปัญหาในระดับชั้น Network ท่านสามารถใช้คำสั่ง Netstat -s - p ip จะปรากฏ หน้าจอดังนี้

จากรูปแสดงให้เห็นว่า เครื่องคอมพิวเตอร์นี้ ได้รับ Packet เข้ามาจำนวน 4 โดยมีข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ Address เพียง 3 เท่านั้น แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับ การระวังไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นที่ Header ของ IP Packet ซึ่งปกติจะต้องมีค่าเป็น ศูนย์ นั่นคือไม่มีความผิดพลาด นอกจากนี้ ในภาพ ยังแสดงให้เห็นว่า Received Packet Discarded มีค่าเป็นศูนย์ ซึ่งแสดงว่า ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับ Packet เกิดขึ้น โดย Packet ที่ได้รับเข้ามาทั้งหมด ได้ถูกจัดส่งขึ้นไปที่ระดับชั้น Transport โดยดูจากหัวข้อ Received packet Delivered มีค่าเท่ากับ Packet Received

นอกจากนี้ หัวข้ออื่นๆ ยังแสดงให้เห็นถึงการทำงานของ IP ในระดับชั้น Network ซึ่งในที่นี้ ยังไม่ขอกล่าวถึง เนื่องจากต้องการเน้นเรื่อง Troubleshooting มากกว่า

การใช้ Netstat เพื่อตรวจสอบสถานะ การทำงานของโปรโตคอล UDP

โปรโตคอล UDP มีบทบาทการทำงานที่สำคัญ จะเป็นรองก็แต่ TCP เท่านั้น การทำงานของ UDP บนเครือข่ายมีมากมายหลายประการ เช่น การใช้ NetBIOS เพื่อแจ้งชื่อ รวมทั้งเบอร์ ให้แก่คอมพิวเตอร์ที่อยู่ใน Workgroup เดียวกัน หรือเครือข่ายเดียวกัน ต่างก็ใช้ UDP เป็นผู้ ส่งข่าวสารภายใต้ TCP/IP นอกจากนี้ การสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการขอและแจก IP แก่บรรดาเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย ต่างก็ใช้ UDP เช่นเดียวกัน

ท่านสามารถใช้คำสั่ง Netstat - s -p udp เพื่อตรวจสอบข่าวสารดังนี้

จากรูปแสดงให้เห็นว่า Netstat แสดงให้เห็นปริมาณของ Packet หรือ Datagram ที่ได้รับว่ามีปริมาณ เท่าใด รวมทั้งมีข้อผิดพลาดอย่างไร ท่านสามารถใช้คำสั่งนี้ ในกรณีที่ท่านไม่ได้รับการแจก IP Address ท่านสามารถใช้คำสั่งนี้ตรวจสอบดู ว่า มีการติดต่อสื่อสารระหว่างท่านกับ DHCP Server นอกจากนี้ ท่านยังสามารถใช้คำสั่งนี้เพื่อตรวจสอบดู ในกรณีที่ ท่านไม่สามารถ Browse ดูรายชื่อคอมพิวเตอร์บน Workgroup เดียวกัน ซึ่งอาจเกิดจาก UDP หรือ NetBIOS ทำงานบกพร่อง อย่างใดอย่างหนึ่ง

การใช้คำสั่ง Netstat เพื่อตรวจสอบดู หมายเลข Port รวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่ติดต่อเข้ามา รวมทั้งสถานะ การทำงาน ของ Port และระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกัน

ในกรณีที่มีผู้ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน แจ้งว่าไม่สามารถติดต่อกับเครื่องของท่านได้ ท่านสามารถใช้คำสั่ง Netstat - a -n เพื่อตรวจสอบดูชื่อของคอมพิวเตอร์หรือ IP Address ที่ติดต่อเข้ามา รวมทั้งสถานะของการเชื่อมต่อคราวนี้ เรามาสมมตว่า ได้ใช้ Netstat และเห็นชื่อของคอมพิวเตอร์ ที่กำลังติดต่อเข้ามาแต่สำเร็จ ปรากฏขึ้นที่หน้าจอท่านสามารถใช้ หน้าจอนี้ เพื่อดูว่า สถานะ การเชื่อมต่อเป็นอย่างไร ? หากเชื่อมต่อได้จริง ท่านควรเห็น State มีค่าเป็น Established หากติดต่อไม่ได้ ท่านอาจเห็น State เป็น Listening หรือ Time_Wait อย่างใดอย่างหนึ่ง การเกิด State ในลักษณะนี้ ให้ท่านสังเกตดู เลขหมายของ Port ที่อยู่ท้ายของ IP Address ที่ติดต่อเข้ามา (หัวข้อ Foreign Address) และดูหมายเลข Port ที่ Local Address ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ Port ไม่ได้เปิดไว้ ให้บริการ หรือการสถาปนาการเชื่อมต่อ ระหว่างเครื่องนี้ กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ไม่บรรลุความสำเร็จ

สำหรับเครื่องที่ติดตั้ง Linux หรือ UNIX ให้ใช้ Netstat - l แทน

จากรูปแสดงให้เห็นว่า มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น หลายประการ จากการติดต่อกันด้วย โปรโตคอล TCP มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

•   Failed Connection Attempts - เป็นการบ่งบอกให้เห็นว่า มีความพยายามของคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย หรือเครื่องของเราเอง ในอันที่จะสถาปนาการเชื่อมต่อ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ 1 ครั้ง ซึ่งในครั้งนั้น อาจเป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ่นว่าไม่สามารถติดต่อกับท่านก็เป็นได้

•   Reset Connection - เป็นการบ่งบอกให้เห็นว่า มีการปฏิเสธการเข้ามาขอใช้บริการจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น หรือท่านพยายามที่จะสถาปนาการเชื่อมต่อ และขอใช้บริการ Services บางรายการจาก Host ปลายทาง แต่ได้รับการปฏิเสธ

•    ในกรณีที่ท่านพยายามจะ Down Load ข้อมูลข่าวสารจาก Host ปลายทาง แต่หยุดค้างระหว่างทาง ท่านสามารถตรวจสอบดูค่า Segment Send และ Segment Received โดยใช้คำสั่ง netstat - s -n 5 -p tcp และสังเกตว่า ทุกครั้งที่หน้าจอเปลี่ยนแปลง ค่าของ Segment Sent จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนค่า Segment Received จะเพิ่มขึ้นมาก หากไม่เป็นเช่นนั้น เช่น ค่า Segment Sent เพิ่มขึ้น แต่ค่า Segment Received มีค่าคงที่แสดงว่า Host ปลายทางไม่ทำงาน และถ้าหากว่า ค่า Segment Sent ไม่เพิ่มขึ้น ก็แสดงว่า เครื่องของท่านมีปัญหาอย่างแน่นอน

•    นอกจากนี้ ให้สังเกตดูที่สถานการณ์เชื่อมต่อ ควรเป็น Established

การใช้คำสั่ง Netstat เพื่อตรวจสอบดู การทำงานของโปรโตคอล ICMP

ICMP เป็นโปรโตคอลที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายประการ เช่น การนำพาข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ทำงานของ Host กับ Host Router กับ Host รวมทั้ง Router กับ Router ด้วยกัน โดยมีการใช้ ICMP ที่อยู่ภายในเครื่องหรือ Router ทำหน้าที่แจ้งปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น กลับไปยังต้นทาง ที่ส่งข่าวสาร เพื่อ Ping ดูกัน นอกเหนือไปจากการรายงานความผิดพลาดแล้ว ยังมีการนำเอา ICMP มาใช้งานเพื่อตรวจสอบและร้องขอข้อมูลจากเครื่องลูกข่ายปลายทาง ที่กำหนดไว้ได้ เช่นเดียวกัน

ต่อไปนี้ เป็นประเภทการรายงานความผิดพลาดโดย ICMP ดังนี้

ตารางแสดงประเภทการรายงานความผิดพลาดของ ICMP

ชนิด

ความหมาย

การใช้งาน

0

3

4

5

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

Echo Reply

Destination Unreachable

Source Quench

Redirect

Echo Request

Router Advertisement

Router Solicitation

Time Exceed for Datagram

Parameter Problem on Datagram

Time Stamp Request

Time Stamp Reply

Information Request

Information Reply

Address Mask Request

Address Mask Reply

การตอบรับการถูก Ping

ไม่สามารถเข้าถึงปลายทางได้

ให้ต้นทางปรับระดับจังหวะความเร็ว

แจ้งเส้นทางใหม่ที่เหมาะสมกว่า

ส่ง คำร้องขอให้มีการตอบรับ

Router ประกาศความมีตัวตนของตนเอง

ลูกข่ายตรวจสอบหา Router

Datagram ใช้เวลามากเกินกำหนด

มีปัญหาเกี่ยวกับ Parameter ใน Datagram

ร้องขอทราบเวลาของระบบ

แจ้งเวลาของระบบให้รับทราบ

ร้องขอข้อมูลข่าวสาร

แจ้งข่าวสารที่ต้องการกลับ

ร้องขอค่า Address mask

แจ้งค่า Address Mask กลับ

จากรูปท่านจะเห็นว่า การใช้คำสั่ง Netstat -s -p icmp จะสามารถรายงานสถานการณ์ทำงานของ เครือข่าย หรือ เครื่องลูกข่าย รวมทั้ง Router ได้ ตัวอย่าง เช่น Destination Unreachable จำนวน 1 ครั้ง รวมทั้งจำนวนครั้งของ Datagram ที่ใช้เวลาในการเดินทาง ไปหรือกลับ มากเกินไป ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงระยะทาง รวมทั้งปัญหา Delay บนเครือข่ายได้เป็นอย่างดี

นอกจากท่านสามารถใช้ Netstat เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ทำงานของโปรโตคอลต่างๆ แล้ว ท่านยังสามารถใช้เพื่อตรวจสอบดู Routing Table ของเครื่องได้อีกด้วย

 

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การใช้คำสั่ง Tracert

คำสั่ง Tracert เป็นคำสั่งที่จะช่วยให้ท่านสามารถ ติดตามดูเส้นทางการเชื่อมต่อของ Router ไปยังจุดหมายปลายทาง ท่านสามารถใช้คำสั่ง Tracert เพื่อประเมินว่า Router หรือการเชื่อมต่อบนเส้นทางที่ทอดสู่คอมพิวเตอร์ปลายทางนั้น เกิดปัญหาติดขัดหรือไม่

การทำงานของ Tracert ได้แก่การ ส่งชุดของ ICMP Echo Request ออกไป ในการร้องขอแต่ละครั้งจะมีการเพิ่มค่า TTL เป็น 1 ค่าเสมอ เมื่อ Router ตัวแรกได้รับข่าวสาร มันจะลดค่า TTL ลงไป 1 ค่า และเมื่อใดที่ค่า TTL บนข่าวสารที่ร้องขอเข้ามาเหลือค่า เป็น 1 ก็หมายความว่าค่า TTL ของ Router จะมีค่าเป็นศูนย์ นั่นคือ จะเกิดปัญหาที่เรียกว่า " Time Exceed " ในลักษณะของข่าวสารปรากฏที่หน้าจอ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ร้องขอไป คำสั่งของ Tracert มีรูปแบบการใช้งาน ดังนี้

Tracert www.Intel.com

มีค่า Parameter การใช้งาน เช่น

Tracert -d www.abc.com หมายถึง ไม่ต้อง Resolve Address ให้เป็นชื่อของ Host

Tracert -h < จำนวน Hop> www.abc.com หมายถึง การกำหนดค่าสูงสุดที่เป็นจำนวนของ Hop ที่จะใช้ติดต่อกับเครื่องปลายทาง เช่นการกำหนดค่า 80 Hop หมายความว่า สามารถเข้าหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างออกไป 80 Hop เป็นต้น

Tracert -w < ค่า Timeout> กำหนดให้มีการรอคอยการตอบกลับมาคิดเป็นมิลลิวินาที

รูปแสดงหน้าจอที่ใช้ Tracert เพื่อติดตามดูการเชื่อมต่อของเครือข่ายตลอดเส้นทาง

รูปแสดงปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากใช้คำสั่ง Tracert

จากรูปจะเห็นว่า ลำดับเลขหมาย Hop m 18 และ 19 มีรูปดอกจัน ปรากฏอยู่ มีความหมายว่า Hop ดังกล่าว มีค่า Delay มากเกินไป หรือเกิดปัญหาติดขัด และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องนี้ ติดต่อกับเครื่องปลายทางได้ช้ามาก

 

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อาการและปัญหาในระดับ IP หรือ Network

ต่อไปนี้ เป็นอาการและสาเหตุ ของปัญหาบนเครือข่าย IP

อาการ #1 เครื่องที่มีปัญหาไม่สามารถ Ping เลขหมาย 127.0.0.1 ของตนเองได้

สาเหตุ 1 : Driver ของ TCP/IP หรือ LAN Card ไม่ได้รับการติดตั้งตามปกติ หรือเกิดความเสียหาย

สาเหตุ 2 : การทำงานของ LAN Card บกพร่อง

สาเหตุ 3 : โปรโตคอล TCP/IP บกพร่อง

 

อาการ #2 ไม่สามารถ Ping เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีปัญหา ที่อยู่ใน Subnet เดียวกัน

สาเหตุ 1 : เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีปัญหา ไม่ได้ติดตั้งหรือทำงานบนเครือข่าย เช่น ปิดเครื่องไปแล้ว

สาเหตุ 2 : การจัด Configure ให้กับ LAN Card ไม่เรียบร้อย ไม่ถูกต้อง

สาเหตุ 3 : IP Address ไม่ถูกต้อง หรือ ค่า Subnet mask ไม่ถูกต้อง

อาการ # 3 เครื่องที่มีปัญหาไม่สามารถ Ping ไปยังเครื่องอื่นที่อยู่ใน Subnet เดียวกัน

สาเหตุ 1 : เครื่องที่มีปัญหานี้ มีปัญหาการเชื่อมต่อ กับเครือข่าย

สาเหตุ 2 : เครื่องปลายที่กำลัง Ping เข้าไปหาอยู่ ยังไม่ทำงานหรือยังไม่ได้เชื่อมต่อบนเครือข่าย

สาเหตุ 3 : ใช้เลขหมายเบอร์ IP ไม่ถูกต้องขณะทำการ Ping ไปที่เครื่องปลายทาง

 

อาการ # 4 เครื่องที่มีปัญหาไม่สามารถ Ping ไปที่ Default Gateway หรือ Router

สาเหตุ 1 : เครื่องที่กำลัง Ping อยู่ยังไม่ได้เชื่อมต่อกับเครือข่าย

สาเหตุ 2 : IP Address หรือค่า Subnet mask ของเครื่องที่มีปัญหา ไม่ถูกต้อง

สาเหตุ 3 : เบอร์ IP Address ของ Router ที่ใช้ในการ Ping เข้าหา มีค่าไม่ถูกต้อง

สาเหตุ 4 : การจัด Configure Default Route ไม่ถูกต้อง

สาเหตุ 5 : Ethernet Port ของ Router ไม่ทำงาน หรือกำลัง Down อยู่ รวมทั้งการเชื่อมต่อไม่เรียบร้อย

สาเหตุ 6 : ปัญหาเกี่ยวกับ DHCP โดยที่ DHCP Server ที่มีหน้าที่แจก IP Address ถูกย้ายไปอยู่ Segment อื่น หรือ เครือข่ายอื่น หรือ DHCP Server แจกเบอร์ IP Address ไม่ถูกต้องออกมา

 

อาการ #5 เครื่องไม่สามารถ Ping ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆที่อยู่คนละ Subnet

สาเหตุ 1 : การจัดค่า Configure ของ Default Gateway ไม่ถูกต้อง

สาเหตุ 2 : ไม่มีการติดตั้ง Default Gateway ที่ Router หรือใส่ค่าไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้ชี้ Gateway อย่างถูกต้องบน ตัว Router หรือ Serial Port ของ Router ไม่ทำงาน หรือ LAN Card ที่ทำหน้าที่ เป็นตัวชี้ Gateway ไม่ สามารถทำงานอย่างถูกต้อง

สาเหตุ 3 : เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่คนละ Subnet นั้น ไม่ทำงาน

สาเหตุ 4 : Port ของ Ethernet ที่ติดตั้งบน Router ไม่ทำงาน

สาเหตุ 5 : การจัดตั้ง Access List ไม่ถูกต้อง มีการ Block การออกไปสู่นอกเครือข่ายของเครื่องนี้

สาเหตุ 6 : การทำงานของ Router เกิดความบกพร่อง

 

อาการ #6 เครื่องอื่นๆบนเครือข่าย ไม่สามารถ Ping ไปที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังมีปัญหา

สาเหตุ 1 : เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีปัญหา ไม่ได้เชื่อมต่อกับเครือข่าย

สาเหตุ 2 : ชื่อของ Host ไม่ถูกต้อง

สาเหตุ 3 : การ Map ชื่อของคอมพิวเตอร์กับ IP Address ไม่ถูกต้อง

สาเหตุ 4 : IP Address ของ DNS Server ไม่ได้รับการจัด Configure อย่างถูกต้อง

สาเหตุ 5 : DNS Server ไม่ทำงาน หรือทำงานผิดพลาด

สาเหตุ 6 : ตารางที่เกี่ยวกับชื่อ Host ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีปัญหา มีการ Map IP address มาอย่างไม่ถูกต้อง

รูป แสดงลักษณะการทำงานของ DNS Server หลังจากใช้คำสั่ง nslookup

รูปแสดงลักษณะของปัญหาของ DNS Server ที่ไม่สามารถจัดการกับ IP Address และชื่อได้

อาการ #7 เครื่องที่มีปัญหาไม่สามารถ Ping ชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่คนละ Subnet ได้

สาเหตุ 1 : ชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ประกอบการ Ping ไม่ถูกต้อง

สาเหตุ 2 : เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง ไม่ทำงาน

สาเหตุ 3 : เบอร์ IP Address ของ DNS Server ไม่ได้รับการจัด Configure อย่างถูกต้อง บนเครื่องที่มีปัญหา

สาเหตุ 4 : DNS Server ไม่ทำงาน

สาเหตุ 5 : ตาราง Host ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีปัญหา ประกอบด้วยชื่อ และ IP Address ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะ เครื่องคอมพิวเตอร์ ปลายทางที่อยู่คนละ Subnet

สาเหตุ 6 : ค่า IP Address ของ Default Route ไม่ได้รับการจัด Configure อย่างถูกต้อง

 

อาการ # 8 การเชื่อมต่อขาดช่วงเป็นครั้งเป็นคราว

สาเหตุ 1 : เครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังติดต่ออยู่ กำลังทำงานหนัก รวมทั้งมีปัญหาที่เครือข่ายปลายทางทำงานช้า

สาเหตุ 2 : เกิดปัญหา IP Address ชนกัน

สาเหตุ 3 : ปัญหา TCP Connection Timeout เนื่องจากมีปัญหา Delay มากเกินไป

สาเหตุ 4 : ปัญหา เกิดจากการที่มี IP Address แบบ Static และ แบบ Dynamic อยู่ร่วมกัน

 

อาการ #9 การเชื่อมต่อทาง IP ไม่มีปัญหา แต่ Application ไม่ทำงาน

สาเหตุ 1 : มีการจัดตั้ง Access List บน Router ที่ Block การวิ่งผ่านของ Application ดังกล่าว

สาเหตุ 2 : Application ไม่ทำงาน

 

อาการ #10 เครื่องลูกข่ายแบบ Diskless ( เครื่องลูกข่ายที่ไม่ได้ติดตั้ง Hard Disk หรือ Floppy Drive) ไม่ทำงาน

สาเหตุ 1 : ในกรณีที่เชื่อมต่อผ่าน Router มีความเป็นไปได้ที่ Router ได้ ทำการ Block BOOTP Broadcast ไว้ ทำ ให้ เครื่องนี้ ไม่สามารถติดต่อกับ DHCP Server

สาเหตุ 2 : มีการจัดตั้งเพื่อ Block การวิ่งผ่านของโปรโตคอลบางตัว รวมทั้ง BOOTP อย่างไม่ถูกต้อง

 

อาการ #11 ประสิทธิการทำงานของเครือข่ายภายใต้ TCP/IP ต่ำมาก

สาเหตุ 1 : การจัดค่า Configure ของ DNS Client ไม่เหมาะสม ทำให้ Client ต้องรอจนกว่า การร้องขอติดต่อกับ DNS Server ในครั้งแรก ให้ Time out เสียก่อน จึงเริ่มอนุญาตให้ติดต่อกับ DNS Server ตัวที่ 2 ได้

สาเหตุ 2 : DNS Server ไม่ได้รับการ จัด Configure ให้ทำ Reverse Lookup อย่างถูกต้อง หรือ DNS Server ไม่ สามารถจัดการให้ Reverse Lookup สามารถทำงานได้ตามปกติ

สาเหตุ 3 : ตารางข้อมูลของ DNS Server ไม่สมบูรณ์ ไม่มีข้อมูลการ Map IP Address กับชื่อที่เกี่ยวข้อง หรือมีแต่ ไม่ถูกต้อง

สาเหตุ 4 : Switching Hub ทำงานหนักมาก ให้สังเกตดูหลอดไฟ บางดวงกระพริบตลอดเวลา

สาเหตุ 5 : เกิดปัญหา Overload บนเส้นทางที่ TCP โปรโตคอลเดินทางผ่าน

 

อาการ # 12 บนเครือข่าย TCP/IP มีปัญหาเกี่ยวกับ Retransmission เป็นอย่างมาก

สาเหตุ 1 : เครื่องส่ง Packet ไปยังปลายทาง เกิดปัญหา Delay มาก เนื่องจาก เครือข่ายติดขัด รวมทั้ง Switching Hub หรือ Router ทำงานหนักมาก เกินไป ทำให้ การตอบรับ (Acknowledge) ของเครื่องปลายทาง มาช้า เกินไป จนเกิด Time out เป็นเหตุให้มีการ ส่งข้อมูลซ้ำ ๆ หลายครั้ง

สาเหตุ 2 : Packet เกิดความเสียหาย ขณะเดินทางไปมาหาสู่กัน โดยเฉพาะค่า CRC ที่เฟรมข้อมูล เกิดความผิดพลาด ทำให้ เครื่องที่ส่ง Packet ต้องส่งข้อมูลซ้ำอีกครั้ง

สาเหตุ 3 : ข้อมูลเกี่ยวกับ TCP เกิดความผิดพลาด ทำให้ต้องส่งข้อทูลซ้ำ ส

าเหตุ 4 : ชิ้นส่วนของ Packet ที่ผ่านการทำ Fragments มีบางส่วนที่สูญหายไป

สาเหตุ 5 : เกิดปัญหา Overflow ที่เครื่องรับ

สาเหตุ 6 : การตอบรับด้วย Acknowledge ของเครื่องรับ มาช้าเกินไป ทำให้ ต้องส่ง Packet ซ้ำ

ตาราง Troubleshooting ปัญหาการเชื่อมต่อ TCP/IP

อาการ

สาเหตุที่เป็นไปได้

Host ไม่สามารถ Access Host อื่นที่อยู่คนละเครือข่าย โดยเชื่อมต่อผ่านทาง Router

•  ไม่ได้กำหนด Default Gateway ที่ Local Host

•  ที่ Local Host ไม่ได้กำหนด Subnet Mask

•  Router ที่เชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย Down

Host ไม่สามารถสื่อสารกับ Host เฉพาะเครื่องผ่านทาง Router

•  ไม่ได้กำหนด Default Gateway บน Local Host

•  การกำหนด Access-list ยังไม่เรียบร้อย

•  การเชื่อมต่อไม่ต่อเนื่องหรือหลุดเนื่องจาก การออกแบบหรือการเชื่อมต่อบกพร่อง

User สามารถ Access Host ได้เพียงบางตัวเท่านั้น ส่วน Host ตัวอื่น ๆ ไม่สามารถ Access ได้

•  ปัญหาจากการจัด Configure Subnet mask หรือ Address บน Host หรือ Router

•  ไม่ได้กำหนด Access-list ไว้อย่างถูกต้อง

•  ไม่ได้กำหนด Default Gateway ที่ Host ปลายทาง

สามารถ Access ได้เพียงบาง Services เท่านั้นส่วนที่เหลือไม่สามารถเข้าถึงได้

•  เกิดความผิดพลาด หรือการจัดตั้ง Extended Access-List ไม่เรียบร้อย

User ไม่สามารถเชื่อมต่อได้ หากเส้นทางสำรองเกิด Down ขึ้นมา

•  การเชื่อมต่อเกิดสะดุดเนื่องจาก การเชื่อมต่อเกิดล้มเหลว

•  Router ยังไม่ได้ Update ตาราง Routing

•  เกิดความผิดพลาดในการกำหนด Access List หรือการกำหนด Filter ให้กับ Router

Router ตรวจพบ การ Duplicate Router Update รวมทั้ง Packet ที่ซ้ำซ้อนกัน

•  มีการเชื่อมต่อ Bridge หรือ Repeater Hub เป็นคู่ขนานกับ Router

มีเพียง Protocol บางตัวเท่านั้น ที่สามารถ Routed หรือวิ่งออกไปมาได้ ที่เหลือไม่ได้

•  การจัดตั้ง Access-List ยังมีปัญหาข้อผิดพลาด

Router หรือ Host ไม่สามารถเข้าถึงบางส่วนของเครือข่ายเดียวกัน

•  การจัดตั้ง Subnet Mask ระหว่าง Host และ Router ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม

•  เกิดความผิดพลาดหรือการจัดตั้ง Access-List ไม่ถูกต้อง

•  ไม่ได้กำหนด Default Gateway ไว้

Routing ไม่ทำงาน เมื่อมีการใช้ Redistribution

•  ไม่ใส่คำสั่ง redistribute หรือคำสั่ง default-metric ไว้

•  เกิดปัญหาเกี่ยวกับ Administrative Distance

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรแกรมที่น่าสนใจ

 TCPview

เป็นโปรแกรมที่ทำงานคล้ายกับคำสั่ง netstat สามารถดูการเชื่อมต่อของ Process ต่างๆของ Windows เพื่อทำการ Troubleshooting โดยสามารถเลือกที่จะปิด Connection ที่ไม่ต้องการได้

 

 

 Comview

ใช้สำหรับตรวจจับ Packet ต่างๆที่วิ่งอยู่ในระบบ Network โดยสามารถตรวจจับ Packet ได้ทั้ง Dialup connection หรือ Ethernet เพื่อทำการตรวจสอบว่าขณะนั้นมีเครื่องใดใช้ Traffic ของ Network อย่างไรบ้าง

 

 

Raspppoe

โปรแกรม raspppoe คือโปรแกรมที่ใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต โดยใช้โปรโตคอล PPPoE ผ่าน ADSL Bridge Modem ซึ่งอาจจะเป็น USB Modem หรือ Ethernet Modem โดยปกติแล้ว Windows XP มี protocol pppoe ให้อยู่แล้ว raspppoe จึงใช้สำหรับ Windows98 ME หรือ Windows 2000

วิธีติดตั้ง Raspppoe

1. ทำการแตกไฟล์เก็บไว้ที่ C:\temp
2. ไปที่ My Computer > Control panel > Network

3. คลิกที่ปุ่ม Add..
4. แล้วจะมีเมนูเล็กๆ ขึ้นมาให้เลือก Protocol แล้วกด Add..
5. แล้วจะมีเมนูเล็กๆ ขึ้นมาให้กด Have Disk...
6. แล้วจะมีที่ให้ระบุ โฟลเดอร์ปลายทาง ไม่ต้องสนใจ กดปุ่ม Browse...

7. เลือกไปที่โฟล์เดอร์ C:\temp หรือโฟล์เดอร์ที่เราเก็บแตกโปรแกรม RasPPPoE เอาไว้ ถ้าเห็นว่ามีไฟล์หลายตัว ให้เลือก raspppoe.inf

8. เมื่อเลือกได้แล้วกด ok > ok > ok แล้วรอสักครู่
9. เมื่อลงเสร็จแล้ว ให้ทำการ Restart เครื่อง

วิธีสร้าง Icon Connection สำหรับ Raspppoe

1. ให้เข้าไปที่โฟล์เดอร์ที่แตกไฟล์ และทำการ Run โปรแกรม Raspppoe.exe
2. จะมีหน้าต่าง RASPPPOE Dial-up Connection Setup ขึ้นมา

3. จะมีที่เลือกการ์ดแลน เลือกตัวที่เราใช้ต่อโมเด็ม Adsl
4. กดปุ่ม Query Available Services
5. จะมีรายชื่อผู้ให้บริการขึ้นมาให้เลือกผู้ให้บริการแล้วกดปุ่ม Create a Dial-Up Connection for the selected Adapter

6. เปิด My Computer > Control Panel > Dialup Networking ( ใน Windows 98 เข้าที่ My Computer )

7. ใน Dial-Up Networking จะมีไอคอนที่เป็นรูปโทรศัพท์ โดยจะมีชื่อตาม Network ของ ADSL
8. ใส่ Username และ Password และทำการ Connect

 

Go to Top

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------